3. นุบูวัต สภาวะการเป็นศาสดา



สภาวะการเป็นศาสดา (นุบูวัต) พระผู้อภิบาลผู้ทรงเกรียงไกร ได้ทรงสร้างโลกและจักรวาลขึ้นมาด้วยอำนาจอันยิ่งใหญ่ ปราศจากซึ่งอำนาจการช่วยเหลือใด ๆ พระองค์ได้ทรงบันดาลให้เกิดสรรพสิ่งทั้งหลายและรวมไปถึงปัจจัยยังชีพที่มิอาจคำนวณนับได้ มนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่ได้ถูกสร้างขึ้นมา นับตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายแห่งการมีชีวิต ล้วนแต่ได้รับการดูแลจากพระองค์ทั้งสิ้น ซึ่งทุกสิ่งถูกควบคุมด้วยระบบระเบียบที่เฉพาะเจาะจงไปยังจุดหมายที่ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน และทุกเสี้ยววินาทีที่สิ่งเหล่านี้ก้าวเดินไปข้างหน้าล้วนอยู่ภายใต้ความเมตตาของพระองค์ทั้งสิ้น ถ้าเราทบทวนถึงช่วงแห่งการดำรงชีวิตของเรานับตั้งแต่วัยทารกที่เพิ่งคลอดออกมา ช่วงที่ดื่มนมมารดา วัยเด็ก วัยหนุ่มจนถึงวัยชรา สติปัญญาจะบอกเราทันทีว่านั่นเป็นเพราะความเมตตาอันสมบูรณ์ที่พระองค์ได้มอบให้กับเรา จึงทำให้เราเจริญเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ สิ่งนี้เป็นสักขีพยานที่ดีที่สุด และถ้าเรื่องเหล่านี้เป็นที่ชัดเจนสำหรับเราแล้ว สติสัญญาของเราจะตัดสินอย่างไม่ลังเลใจว่า อัลลอฮฺเป็นผู้เมตตาที่สุดและด้วยความเมตตาของพระองค์ พระองค์ได้ทรงรักษาสภาพที่ดีทีสุดของมนุษย์เอาไว้ ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงไม่อภัยให้กับบุคคลที่ได้กระทำความผิด หรือก่อกรรมชั่วโดยปราศจากการคิดไตร่ตรอง มนุษย์เป็นสิ่งถูกสร้างประเภทหนึ่งของพระเจ้า ความดีเลิศและความผาสุกของพวกเขาอยู่ท่ามกลางการกระทำความดีงาม หมายถึงการมีความเชื่อที่ถูกต้อง มีมารยาทที่ดีงาม และมีการกระทำที่ประเสริฐ

อาจเป็นไปได้ถ้าจะมีผู้กล่าวว่า มนุษย์นั้นสามารถคิดและจำแนกสิ่งถูกผิดดีชั่วได้ด้วยสติปัญญาของตน หรือเดินเลี่ยงบ่อน้ำที่ขวางทางอยู่ตรงหน้า เพราะมองเห็นบ่อน้ำด้วยตา แต่ต้องสำนึกอยู่เสมอว่า สติปัญญาเพียงอย่างเดียวไม่อาจแก้ไขข้อบกพร่อง หรือนำทางมนุษย์ให้ไปพบกับคุณธรรมความดีได้ เพราะคุณสมบัติที่ไม่ดีและการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ถูกพบอยู่อย่างดาษดื่นในสังคมมนุษย์นั้น ล้วนมาจากบุคคลที่มีสติปัญญาที่สามารถจำแนกแยกแยะสิ่งถูกผิดได้ทั้งสิ้น นอกจากนั้นแล้วยังมีคนที่เห็นแก่ตัว ถือตนเป็นใหญ่ มุ่งหวังแต่ผลประโยชน์ และทำตามอารมณ์ฝ่ายต่ำ ซึ่งสติปัญญาของเขาได้ภักดีต่ออารมณ์ และสุดท้ายชีวิตของเขา คือการหลงทางอย่างแท้จริง ฉะนั้น เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าต้องมีวิธีและมาตรการที่จะไม่ทำให้มนุษย์ตกเป็นทาสของอารมณ์ และไม่หลงกระทำในสิ่งผิดพลาด อีกทั้งต้องกระตุ้นเตือนชี้นำทางมนุษย์ไปสู่ความผาสุก ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงต้องแต่งตั้งตัวแทนขึ้นเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าวตามบัญชา และผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากพระองค์ถูกขนานนามว่า ศาสดา หรือ ศาสนทูต

เหตุผลของการมีศาสนทูต         เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งหลายบนโลกนี้ คืออัลลอฮฺ พระผู้อภิบาลผู้ทรงเกรียงไกร การเจริญเติบโตของสรรพสิ่งเหล่านั้นอยู่ภายใต้การอภิบาลของพระองค์ หมายถึงสรรพสิ่งทั้งหลายนับตั้งแต่วันแรกที่ถูกสร้าง ได้รับการเลี้ยงดูส่งเสริมในสิ่งที่ขาดตกบกพร่องสิ่งแล้วสิ่งเล่า เพื่อไปทดแทนสิ่งที่ยังขาดอยู่ให้เกิดความสมบูรณ์ และปราศจากความต้องการต่อสิ่งนั้นอีก พระองค์ทรงจัดระเบียบในการดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์ที่สุด และจัดระบบให้กับทุก ๆ ชีวิตจากชีวิตหนึ่งไปสู่อีกชีวิตหนึ่ง

สังคมมนุษย์จำเป็นต้องมีกฎหมายเพื่อดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมและความสงบเรียบร้อย และกฎหมายเหล่านั้นไม่อาจหลีกพ้นจากความไม่เสมอภาคต่าง ๆ ได้ เว้นเสียแต่ว่าจะถูกประทานลงมาโดยอัลลอฮฺเท่านั้น  แต่ดังที่กล่าวไปแล้วว่า อัลลอฮฺ ไม่อาจถูกพบเห็นได้ พระองค์ไม่อาจปรากฏกายต่อหน้ามวลมนุษย์เพื่อประทานกฎหมายของพระองค์ให้แก่พวกเขาได้ เพราะฉะนั้น อัลลอฮฺจึงทรงแต่งตั้งตัวแทนของพระองค์ขึ้นบนพื้นพิภพ ตัวแทนของพระองค์ถูกขนานนามว่า ศาสดา ซึ่งเปรียบเสมือนกระจกเงาที่ทำหน้าที่รับและสะท้อนแสง ดังนั้น ท่านศาสดาจึงมีวิญญาณอันบริสุทธิ์ยิ่งเพื่อทำหน้าที่รับเอาข่าวสารจากพระผู้เป็นเจ้ามาประกาศเผยแผ่แก่มวลมนุษย์

จากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า ทุก ๆ สรรพสิ่งบนโลกนี้มีกฎแห่งการดำเนินชีวิตที่เฉพาะเจาะจง และต้องปฏิบัติไปตามนั้น กล่าวคือ ทุกสรรพสิ่งมีหน้าที่เฉพาะตัวในการปฏิบัติเพื่อการดำรงอยู่โดยได้รับการชี้นำจากพระผู้เป็นเจ้า อัล - กุรอาน กล่าวว่า องค์พระผู้อภิบาล ของเรา ผู้ทรงประทานแก่ทุกสรรพสิ่งที่ถูกสร้างของพระองค์ หลังจากนั้นทรงชี้นำ อัล-กุรอาน บท ฎอฮา โองการที่ 50

สิ่งที่ถูกสร้างทั้งหลายล้วนอยู่ในการชี้นำของพระองค์ทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดที่ได้รับการยกเว้น ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นหมู่ดวงดาวทั้งหลายในท้องฟ้า พื้นดินที่อยู่ใต้เท้าของเรา รวมไปถึงสิ่งทั้งหลายทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้ล้วนอยู่ภายใต้การชี้นำของพระองค์ทั้งสิ้น มนุษย์ก็เช่นเดียวกัน มีส่วนร่วมในการชี้นำดังกล่าวเหมือนกับสิ่งอื่นๆ เพียง แต่ว่ามนุษย์กับสิ่งเหล่านั้นมีความแตกต่างกัน

ความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสรรพสิ่งอื่น

โลกได้ถูกสร้างมานานนับเป็นล้านปี  โลกใช้พลังงานที่มีอยู่ในตัวของเองเพื่อการดำรงอยู่ตราบเท่าที่ผู้ให้กำลังกับมันอนุญาต โลกจะทำหน้าที่โคจรรอบตัวเอง และรอบดวงอาทิตย์ ส่งผลทำให้เกิดกลางวันและกลางคืน ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงการมีอยู่  ดังนั้น ถ้าหากไม่มีกำลังอื่นที่เหนือกว่ามาหยุดการทำงาน โลกก็จะคงทำหน้าที่ของมันต่อไป อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

ในทำนองเดียวกันเมล็ดอัลมอนต์ ถ้าได้งอกขึ้นจนกลายเป็นต้นไม้ที่สมบูรณ์เต็มที่ก็จะให้เมล็ดที่เป็นธาตุอาหารแก่ผู้บริโภคซึ่งถือเป็นหน้าที่ของมัน และถ้ายังไม่มีสิ่งอื่นที่มีพลังเหนือกว่ามาหยุดยั้งการทำงานมันก็จะทำงานต่อไปจนถึงที่สุด  ในทำนองเดียวกัน สิ่งอื่น ๆ ก็มีลักษณะการทำงานคล้ายคลึงกัน ยกเว้นมนุษย์เท่านั้นที่การทำงานขึ้นอยู่กับการเลือกสรร การคิด และการตัดสินใจของตนเอง มนุษย์ส่วนมากแล้วเลือกทำงานที่เป็นประโยชน์กับตัวเองมากที่สุด  ส่วนงานที่เป็นอันตรายและมีโทษต่อตัวเองเขาจะปฏิเสธไม่กระทำ เช่น  มนุษย์หลีกเลี่ยงไม่กินยาพิษ แต่ในบางครั้ง เขาตั้งใจที่จะกินเพื่อฆ่าตัวตาย

แน่นอน มนุษย์เป็นสรรพสิ่งถูกสร้างที่มีอำนาจเลือกสรรได้ด้วยตัวเอง จึงไม่ถูกบังคับให้ปฏิบัติหน้าที่ หมายความว่าท่านศาสดาได้เผยแผ่สั่งสอนในนามของพระผู้เป็นเจ้าให้มนุษย์ได้รับรู้ถึงความดี ความชั่ว ความเจริญก้าวหน้า และความตกต่ำว่าเป็นอย่างไร มนุษย์จึงมีอิสระในการเลือกที่จะปฏิบัติตามหรือละเว้น แม้ว่ามนุษย์จะสามารถรับรู้ถึงความดี ความชั่ว สิ่งที่เป็นประโยชน์และอันตรายได้ด้วยสติปัญญาของตนก็ตาม แต่ในบางครั้งสติปัญญาก็พ่ายแพ้อย่างย่อยยับในการภักดีต่ออารมณ์ฝ่ายต่ำ และการหลงกระทำความผิดต่าง ๆ ด้วยวิธีการอื่นอันนอกเหนือไปจากการใช้สติปัญญา เพื่อให้ปลอดพ้นจากความผิดพลาดและการไร้สาระอย่างสิ้นเชิง อัลลอฮฺ จึงได้วางกฎเกณฑ์เพื่อให้มนุษย์เข้าใจได้ด้วยสติปัญญาอันเป็นครรลองสำหรับการดำเนินชีวิต



1 2 3 4 5 6 next