ชีวประวัติของอิมามผู้บริสุทธิ์โดยสังเขป



มะอมูน เคาะลิฟะฮที่ 7 แห่งบนีอับบาสซึ่งได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งโดยการฆ่าอามีนพี่ชายตนเอง เขาได้เตรียมแผนการณ์ที่จะจัดการกับอิมาม (อ.) และชีอะฮของท่านเอาไว้ โดยมีแผนการณ์ที่แยบยลกว่าการบีบบังคับและการทรมาน

การเดินเกมทางการเมืองของเขาได้เริ่มต้นด้วยการมอบหมายให้ท่านอิมามริฎอ (อ.) เป็นผู้ปกครองรองจากตน เพื่อให้อิมามเป็นตัวป้องกันไม่ให้พวกชีอะฮมาก่อกวน และสร้างความระส่ำระสายให้เกิดกับการปกครองของตน ขณะเดียวกันก็เป็นการทำลายความเชื่อถือ เกียรติยศ และความบริสุทธิ์ของอิมาม (อ.) ให้หมดไปจากความทรงจำของประชาชน และเป็นการทำลายความยิ่งใหญ่ของตำแหน่งอิมามะฮ ซึ่งถือว่าเป็นรากฐานที่สำคัญยิ่งของอิสลามและแนวทางชีอะฮให้สิ้นสุดลง และในที่สุดแนวทางชีอะฮก็จะล่มสลายไปเอง

ประโยชน์ที่ได้รับจากการเดินเกมทางการเมืองโดยวิธีนี้อีกประการหนึ่งคือ เป็นการยุติขบวนการของพวกฟาฏิมียะที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นเพื่อโค่นล้มราชวงศ์อับบาซีย แม้ว่าต่อมาภายหลังตำแหน่งการปกครองจะตกไปอยู่กับพวกฟาฏิมียะก็ตาม แต่อย่างน้อยสุดก็หลีกเลี่ยงการนองเลือดไปได้ แผนการณ์ของมะฮมูนดำเนินไปย่างไร้อุปสรรคขวางกั้น

ในตอนแรก มะอมูนมีแผนการณ์ให้อิมาม (อ.) ยอมรับตำแหน่งของตน หลังจากนั้นจะตั้งให้อิมามเป็นรองตน ท่านอิมาม ท่านอิมาม (อ.) เข้าใจเป้าหมายและเจตนารมณ์ที่แท้จริงของมะอมูนเป็นอย่างดี ท่านจึงตอบปฏิเสธแต่มะอมูนได้อ้อนวอนขอร้องต่างๆ นานา จนเห็นว่าทำอย่างไรอิมามก็ไม่ยอมแน่นอนจึงใช้วิธีการบังคับขู่เข็ญ ท่านอิมาม (อ.) ได้พิจารณาแล้วว่า ถ้าไม่ยอมรับตำแหน่งจะไม่มีผลดีใด ๆ เกิดขึ้นกับตัวเองและบรรดาชีอะฮของท่าน ดังนั้นท่านจึงได้ยอมรับตำแหน่งดังกล่าว

ท่านอิมาม (อ.) ได้ใช้ตำแหน่งดังกล่าวทำการชี้นำและสร้างแนวความคิดให้กับประชาชนเท่าที่ท่านสามารถทำได้ ซึ่งความรู้ของอิสลามและแก่นแท้ของศาสนาได้ถูกอธิบายออกไปอย่างต่อเนื่อง (มะอมูนเองก็ทราบซึ้งในรสพระธรรมเหล่านั้น) การอธิบายในรากหลักแห่งความรู้ของท่านอิมามริฎอ (อ.) นั้น มีความยิ่งใหญ่ละม้ายคล้ายคลึงกับคำอธิบายของท่านอิมามอะลี (อ.)

ความศิริมงคลอีกประการหนึ่งที่ได้รับจากท่านอิมามริฎอ (อ.) คือ ท่านได้เป็นผู้ตรวจสอบฮะดิษต่าง ๆ ที่มาจากบิดาของท่าน ซึ่งอยู่ในมือของพวกชีอะฮขณะนั้น ท่านได้เป็นผู้แบ่งแยกฮะดีษจริงกับฮะดิษเท็จและฮะดีษที่อ่อน ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยน้ำมือที่โสโครกของผู้ปกครองออกจากกัน และกำหนดว่าฮะดีษใดบ้างที่ต้องละทิ้ง

ท่านอิมามริฎอ (อ.) หลังจากได้รับตำแหน่งรองจากมะอมูน ท่านถูกสั่งให้ออกจากมะดีนะฮเพื่อเดินทางไปสู่โครอซาน และในระหว่างทางซึ่งต้องเดินทางผ่านอิหร่าน ได้มีผู้ศรัทธาจำนวนมากมายที่เจริญรอยตามท่านออกมาทำการต้อนรับอิมามของตน และไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ ณ ที่ใดก็ตามเมื่อทราบข่าวว่าท่านอิมามจะเดินทางผ่านมา ได้แห่แหนกันมาอย่างล้นหลามเพื่อซิยารัตทั้งกลางวันและกลางคืน พวกเขาได้รายล้อมท่านอิมามประดุจดังแมลงเม่าที่บินอยู่เหนือกองไฟ เพื่อไถ่ถามปัญหาและตักตวงความรู้จากท่านอิมาม

มะอมูนเมื่อรู้ข่าวก็ตกใจอย่างมาก ซึ่งเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า จะมีคลื่นมหาชนแห่แหนกันมาต้อนรับอิมามของพวกเขาอย่างอบอุ่น เขาเริ่มรู้ว่าอันตรายกำลังคืบคลานเข้ามาสู่อำนาจของเขา และเพื่อเป็นการป้องกันจึงสั่งให้จับกุมท่านอิมามไปคุมขังเอาไว้ และลอบวางยาพิษจนอิมามได้เป็นชะฮีดในเวลาต่อมา และหลังจากนั้นการเมืองแบบเดิมของเขาก็ได้ดำเนินต่อไปด้วยการกลั่นแกล้งอหลุลบัยตและเข่นฆ่าชีอะฮของท่าน

อิมามมุฮัมมัดตะกีย์ อิมามอะลียุนนะกีย์ และอิมามฮะซัน อัสการีย์

สภาพชีวิตของทั้งสามอิมาม (อ.) นั้นคล้ายคลึงและใกล้เคียงกันมาก หลังจากชะฮาดัตของท่านอิมามริฎอ (อ.) แล้ว มะอมูนได้สั่งเนรเทศอิมามมุฮัมมัดตะกีย (อ.) ซึ่งเป็นบุตรชายคนเดียวของท่านอิมามริฎอ (อ.) ไปยังบัฆแดด และเพื่อควบคุมอิมาม (อ.) ให้อยู่ในการดูแลของตนตลอดเวลาจึงได้เสนอบุตรสาวคนหนึ่งให้แต่งงานกับท่านอิมาม พฤติกรรมของมะอมูนดูว่าเป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดี แต่มันได้ซ่อนเร้นแผนการณ์อันชั่วร้ายเอาไว้ อย่างไรก็ตามสิ่งที่มะอมูนต้องการ คือ การควบคุมอิมาม (อ.) อย่างใกล้ชิดและเขาก็ได้ทำสิ่งนั้นจริง

เช่นเดียวกัน ในยุคสมัยของท่านอิมามอะสียุนนะกีย (อ.) กับอิมามฮะซันอัสการีย (อ.) ที่อาศัยอยู่ที่เมืองสะมัรรอซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเป็นเมืองหลวง แต่ในความเป็นจริงแล้วคือที่คุมขังดี ๆ นี่เอง

ช่วงเวลาของการดำรงตำยแหน่งอิมามะฮของอิมามทั้งสามท่านนั้นรวมกันแล้วได้ 57 ปี ขณะที่มีชีอะฮจำนวนมากมายได้อาศัยอยู่ตามหัวเมืองต่าง ๆ เช่น อิหร่าน ซีเรียและอิรัก ในหมู่พวกเขามีนักรายงานฮะดีษจำนวนนับพันคน แต่มีฮะดีษที่ถูกรางานมาจากอิมามทั้งสามท่านเพียงน้อยนิด ประกอบกับอิมามแต่ละท่านมีอายุสั้น เช่น อิมามมุฮัมมัดตะกีย (อ.) มีอายุเพียง 25 ปี อิมามอะลียุนนะกีย (อ.) 40 ปี และอิมามฮะซันอัสการีย (อ.) อายุ 27 ปี เหล่านี้เป็นเหตุผลที่แสดงให้เห็นว่าในสมัยของอิมามทั้งสามท่านนั้นมีความลำบากอย่างยิ่ง มีการควบคุมดูแลจากผู้ปกครองอย่างหนักหน่วง บรรดาอิมามไม่มีโอกาสที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าอนาคตข้างหน้าย่อมเลวร้ายกว่าที่เป็นอยู่ บรรดาผู้รู้ฝ่ายชีอะฮจึงได้รวบรวมตำราขึ้นในขณะที่อิมามยังมีชีวิตอยู่ เพื่อเป็นหลักฐานและเป็นตำราสำหรับแนวทางต่อไป และหนึ่งในตำรานั้นคือ "อุศูลอัลกาฟีย" ซึ่งถูกรวบรวมโดยท่านกุลัยนี

ท่านอิมาม ซอหิบุซซะมาน มะฮดี (อ.)

ได้มีคำสั่งจากผู้ปกครองร่วมสมัยกับท่านอิมามฮะซันอัสการีย (อ.)ว่า ให้จัดการทำลายล้างตัวแทนของท่านทุกวิถีทาง เพื่อยุติการเติบโตของแนวทางชีอะฮและขุดรากถอนโคนเรื่องอิมามะฮ ได้มีการควบคุมดูแลท่านอิมาม

อย่างใกล้ชิดทุกย่างก้าว ด้วยเหตุนี้เอง การประสูติของท่านอิมามมะฮดีย (อ.) จึงเป็นไปอย่างเงียบสนิทและปิดบังที่สุด โดยไม่มีใครรู้เห็นนอกจากชีอะฮบางคนเท่านั้นจนอายุของท่านได้ 6 ปี หลังจากนั้นบิดาของท่าน (อิมามฮะซัน อัสการีย) ก็ได้เป็นชะฮีด ท่านจึงได้ขึ้นดำรงตำแหน่งอิมามะฮตามบัญชาของอัลลอฮ (ซบ.) ตั้งแต่อายุ 6ขวบเป็นต้นมา ในเวลาต่อมาอัลลอฮ (ซบ.) มีประสงค์ไม่ให้ท่านปรากฏตัวต่อสาธารณชน ท่านอิมามจึงแต่งตั้งตัวแทนไว้ 4 ท่านให้ปฏิบัติหน้าที่และคอยพบปะกับประชาชนเพื่อตอบปัญหาและข้อซักถามต่าง ๆ เป็นเวลานานประมาณ 70 ปีเศษ (ซึ่งเรียกว่าเป็นการ "ฆอยบะฮศุฆรอ" : การไม่ปรากฏตัวในระยะสั้น)

หลังจากนั้นท่านอิมาม (อ.) จึงเริ่มเข้าสู่การไม่ปรากฏตัวที่ยาวนาน (ฆอยบะฮกุบรอ) จวบจนถึงปัจจุบันตามประสงค์ของอัลลอฮ (ซบ.) และจะปรากฏตัวอีกครั้งตามประสงค์ของอัลลอฮ (ซบ.) เช่นกัน เพื่อมาขจัดความอยุติธรรมและสถาปนาความยุติธรรมขึ้นปกครองโลกมนุษย์ เหมือนกับที่โลกได้ถูกปกครองด้วยความอยุติธรรมมาก่อนหน้านี้

ชีอะฮและซุนนะฮ ได้รายงานฮะดีษจำนวนมากมายจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และอิมามท่านอื่น ๆ ที่กล่าวถึงคุณสมบัติ ขั้นตอนและวิธีการไม่ปรากฏและการปรากฏตัวของท่านอิมาม (อ.) ในขณะที่บิดาของท่านยังมีชีวิตอยู่ และได้รับข่าวดีในการสืบตำแหน่งของท่านอิมาม (อ.) จากบิดาของท่าน

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นชีวประวัติพอสังเขปของบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ทั้งหลาย และเป็นการจบคำอธิบายเกี่ยวกับนุบูวัตและอิมามะฮของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งพอที่จะนำมาเป็นหลักฐานในการยืนยันว่า โลกมนุษย์จะปราศจากศาสนาของอัลลอฮ (ซบ.) และว่างเปล่าจากผู้นำไม่ได้เด็ดขาด



back 1 2 3 4 5 6 7 8