ชีวประวัติของอิมามผู้บริสุทธิ์โดยสังเขป



ท่านอิมาม (อ.) ได้แลกเปลี่ยนความรู้กับผู้คนมากมายหลายเชื้อชาติและต่างศาสนา ต่อมาท่านได้สอนลูกศิษย์ให้มีความรอบรู้และความสันทัดด้านวิทยาศาสตร์ไว้หลายคนด้วยกัน มีตำราหลายร้อยเล่มที่ได้บันทึกฮะดีษต่าง ๆ คำอธิบายและถ่ายทอดความรู้ของท่านอิมามเอาไว้ ตำราเหล่านั้นเรียกว่า "อุศูล"

ท่านอิมาม (อ.) ได้หยิบฉวยโอกาสสั้น ๆ นั้นสอนสั่งลูกศิษย์และสร้างนักปราชญ์เอาไว้มากมายในสาขาวิชาต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้เกี่ยวกับอิสลามและวัฒนธรรมอิสลาม จำนวนลูกศิษย์ที่ได้รับความรู้โดยตรงจากท่านอิมาม (อ.) มีมากเกิน 4,000 คน ท่านอิมาม (อ.) ได้สั่งบรรดาลูกศิษย์ของท่านให้จดบันทึกความรู้เอาไว้และรักษามันไว้ให้ดี เพราะท่านทราบดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับโลกอิสลามในวันข้างหน้า ถึงเวลานั้นตำราเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะมันจะเป็นทีย้อนกลับของศาสนาความรู้และมวลมุสลิมทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้เอง บรรดาลูกศิษย์ของท่านอิมาม (อ.) จึงเตรียมสมุดปากกามาทุกครั้งเพื่อจดบันทึกทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ยินจากท่านอิมาม (อ.)

ท่านอิมาม (อ.) ได้ใช้เวลาส่วนมากในการสอนสั่งสานุศิษย์มากกว่าทำอย่างอื่น ความรู้ของท่านได้ซึมลึกลงไปในหมู่ของประชาชนที่มีทั้งฉลาดและโง่เขลา ท่านอิมามเป็นเสมือนกระจกเงาแห่งวิชาการของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ที่แท้จริง หลังจากที่ความรู้ของท่านศาสดาได้ถูกคนทรยศและย่ำยีกันจนเละเทะไปหมด มันได้ถูกฟื้นฟูให้รุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่งโดยท่านอิมาม ด้วยเหตุนี้เอง ต่อมาภายหลังจึงขนานนามท่านว่าเป็นผู้สถาปนาแนวทางของชีอะฮและเรียกกันจนติดปากว่า "ตะชัยยุอ"หรือ"ญะอฟะรีย"

อิมามมูซา กาซิม (อ.)

พวกบนีอับบาสหลังจากที่ได้โค่นล้มราชวงศ์บนีอุมัยยะฮจนสำเร็จแล้ว ได้สถาปนาตนเป็นผู้ปกครองและเปลี่ยนเป็นพวกฟาฏิมียะฮในที่สุด พวกเขาได้ใช้ความพยายามและความสามารถทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อการทำลายล้างอหลุลบัยตให้สิ้นซาก โดยสั่งประหารชีวิตครอบครัวของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) บางส่วนก็ถูกทรมานจนตาบอดและบางส่วนถูกฆ่าฝังไว้ใต้อาคารและกำแพง แม้แต่บ้านของท่านอิมามมูซา (อ.) ก็ถูกพวกเขาวางเพลิง และตัวท่านเองถูกเนรเทศไปอยู่อีรัก ด้วยเหตุนี้เองในปลายสมัยของท่านอิมามมูซา (อ.) จึงเกิดการตะกียะฮ (อำพราง) ขึ้นอย่างมากมาย ท่านอิมาม (อ.) ถูกพวกเขาสะกดรอยและถูกควบคุมตลอดเวลา ท่านจึงไม่พบกับใครนอกจากชีอะฮของท่านบางคนเท่านั้น และในทีสุดท่านอิมาม (อง) ก็ถูกมันศูร เคาะสิฟะฮที่สองแห่งราชวงศ์อับบาซีย ลอบวางยาพิษและเป็นชะฮีดในเวลาต่อมา ซึ่งยุคสมัยของอิมามมูซา (อ.) กับอิมามซอดิก (อ.) นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะช่วงเวลาของอิมามมูซา (อ.) พวกปฏิเสธได้สร้างความกดดดันและบีบบังคับทุกอย่างและเพิ่มความรุนแรงขึ้นทุกวัน

ท่านอิมาม (อ.) จึงต้องเผยแผ่อิสลามแบบตะกียะฮและได้สอนฮะดีษให้กับขีอะฮของท่านไว้มากมาย ซึ่งถ้าเปรียบเทียบแล้วมากกว่าอิมามท่านอื่น ๆ แต่น้อยกว่าอีมามบากิร (อ.) และอิมามซอดิก (อ.) และเนื่องจากต้องทำการตะกียะฮอย่างหนักนั้นเอง ฮะดีษและริวายะฮส่วนมากที่มาจากท่านอิมาม (อ.) บรรดารอวีย์ทั้งหลาย (ผู้รายงานฮะดีษ) จึงได้ใช้นามแฝงแทนนามจริงของท่านอิมามว่า "อาลิม" หรือ "อับดุศศอลิห"

ท่านอิมาม (อ.) ได้อยู่ร่วมสมัยกับคุลฟาอของบนีอับบาสจำนวน 4 คน ได้แก่ มันศูร ฮาดีย มะฮดี และฮารูน ซึ่งพฤติกรรมของทั้งสี่คนไม่ได้แตกต่างกันเลย จนในที่สุดฮารูนได้สั่งจับกุมท่านอิมาม (อ.) แล้วนำไปคุมขังไว้หลายปีโดยเปลี่ยนที่คุมตลอดเวลา และบั้นปลายสุดท้ายท่านอิมาม (อ.) ก็ถูกฮารูนรอบวางยาพิษ

ท่านอิมามอะลี ริฎอ (อ.)

สภาพของสังคมและผู้ปกครองที่ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมาเสวยอำนาจนั้น เป็นที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าผู้ปกครองเหล่านั้นล้วนทำตัวเป็นปรปักษ์กับบรรดาอหลุลบัยตทั้งสิ้น และไม่ว่าพวกเขาจะสรรหาวิธีการมากลั่นแกล้งอิมามและทรมารพวกที่เจริญรอยตามท่านอย่างไรก็ตาม จำนวนชีอะฮก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และพวกเขากลับมีอีมานที่มั่นคงแข็งแรง สถาบันการปกครองสำหรับพวกเขาเป็นสิ่งสกปรกโสโครกและน่าขยะแขยงที่สุด

พวกเขามีอีมานและความเชื่ออยู่ลึก ๆ ว่า บรรดาผู้ปกครองหรือใครก็ตามที่กลั่นแกล้งบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ ในความเป็นจริงแล้วเขาไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากแกล้งตัวเองและทำให้ตัวเองต้องตกระกำลำบาก



back 1 2 3 4 5 6 7 8 next