ชีวประวัติของอิมามผู้บริสุทธิ์โดยสังเขป



ยาซีดแตกต่างไปจากบิดาของตนที่ไม่มีเล่ห์เพทุบายในการปกครองและเป็นวัยรุ่นชอบดื่มสุร เล่นการพนัน ผิดประเวณีและชอบมีพฤติกรรมเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน เมื่อขึ้นทำการปกครองเขาได้มีคำสั่งให้เจ้าเมืองมะดีนะฮไปเจราจากับท่านอิมามฮุซัยนะ (อ.) ให้ยอมให้สัตยาบันกับตน ถ้าอิมามฮุซัยน (อ.) ปฏิเสธก็ให้ฆ่าทิ้งเสีย เจ้าเมืองมะดีนะฮได้ไปหาท่านอิมาม (อ.) ยื่นข้อเสนอเรื่องสัตยาบันให้กับท่านอิมามฮุซัยน (อ.) ท่านขอเวลาพวกเขาและในคืนนั้นเอง ท่านกับสมาชิกครอบครัวและประชาชนกลุ่มหนึ่ง ได้ออกเดินทางจากมะดีนะฮไปยังมักกะฮซึ่งเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุด ท่านอยู่ที่มักกะฮได้ 2-3 เดือนก็ทราบข่าวว่ายะซีดไม่ยอมเกราและต้องการฆ่าท่านให้ได้หากไม่ยอมให้สัตยาบัน ขณะที่ประชาชนจากอิรักไดส่งจดหมายหลายพันฉบับถึงท่าน เพื่อเชิญไปเป็นอิมามและสัญญาว่าจะให้การช่วยเหลือท่านในการต่อสู้กับพวกกดขี่จากตระกูลอุมัยยะฮ

ท่านอิมามฮุซัยนะ (อ.) ได้พิจารณาถึงสถานการณ์ในขณะนั้นแล้วเห็นว่า อุดมการณ์ของท่านไม่บรรลุเป้าหมายอย่างแน่นอน ท่านจึงตัดสินใจปฏิเสธการให้สัตยาบันอย่างสิ้นเชิงและเลือกความตายเพื่อสานต่ออุดมการณ์ หลังจากนั้นท่านอิมาม (อ.) กับครอบครัวและสมาชิกคนอื่นได้เดินทางออกจากมักกะฮเพื่อมุ่งหน้าไปยังกูฟะฮ แต่ในระหว่างทางเมื่อถึงแผ่นดินกัรบะลาอ (ห่างจากกูฟะฮประมาณ 70 กม.) ท่านได้เผชิญหน้ากับทหารยะซีด

ในระหว่างการเดินทาง ท่านอิมามฮุซัยน (อ.) ได้อธิบายเจตนารมณ์ในการเดินทางแก่ผู้ร่วมขบวนการ และสุดท้ายท่านอิมามได้ตัดสินใจแจ้งให้ผู้ร่วมขบวนการฟังว่า การเดินทางไปครั้งนี้จะไม่มีใครรอดชีวิตกลับมา ฉะนั้น จงละทิ้งทุกอย่างที่เป็นที่รักของพวกท่านเสีย ด้วยเหตุนี้เองในวันที่ท่านอิมามต้องเผชิญหน้ากับทหารของยะซีดนั้น จึงเหลือผู้ช่วยเหลือไม่กี่คนซึ่งสามารถนับจำนวนคนได้ กองคาราวานของท่านอิมามต้องถูกล้อมกรอบด้วยทหารยะซีดจำนวนมากมาย พวกมันได้ปิดเส้นทางน้ำ จนทำให้กองคราวานของท่านอิมามปราศจากน้ำที่จะดื่มและต้องทนกระหายน้ำท่ามกลางทะเลทรายที่ร้อนระอุ ในสภาพการเช่นนั้นอิมาม (อ.) มีทางเลือกอยู่สองทางคือ ยอมให้สัตยาบันหรือยอมตาย

ท่านอิมามฮุซัยน (อ.) ไม่ยอมให้สัตยาบันโดยเลือกความตายเพื่อเป็นการปกป้องอิสลาม แน่นอนการให้สัตยาบันมันทำให้ชีวิตของท่านกับครอบครัวปลอดภัยและอาจได้รับความสะดวกสบายบนโลกนี้ทุกอย่าง แต่อิสลามต้องถูกทำลายอย่างป่นปี้ไม่มีชิ้นดี ฉะนั้น ความตายเท่านั้นที่จะรักษาอิสลามและอุดมการณ์ให้คงอยู่ต่อไป ท่านจึงได้เลือกมัน และในวันที่ 10 มุฮัรรอม ท่านอิมามกับครอบครัวได้ร่วมกันต่อสู้กับศัตรูตั้งแต่เช้าจนถึงเวลาบ่าย ซึ่งในการต่อสู้ครั้งนี้ชีวิตของท่าน ลูกชาย, น้องชาย, หลานชาย, อาของท่านและสาวกบางคนของท่านได้เป็นชะฮีดจนหมดสิ้น (ประมาณ 72 คน) ยกเว้นอิมามสัจญาดบุตรชายสุดที่รักคนหนึ่งของท่านที่ไม่สบายในขณะนั้นจึงไม่สามารถออกมารบได้ และได้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

หลังจากท่านอิมามฮุซัยน (อ.) ได้เป็นชะฮีด กองทหารของยะซีดได้ยึดทรัพย์สินและจับกุมลูกหลานของท่าน ซึ่งส่วนมากเป็นเด็กและสตรีไปเป็นเชลยร่วมเดินทางไปพร้อมกับศีรษะของท่านอิมามฮุซัยน (อ.) ไปยังกูะฮและจากกูฟะฮมุ่งหน้าไปยังซีเรีย

ในบรรดาเชลยเหล่านั้นซึ่งมีท่านอิมามสัจญาด (อ.) ร่วมอยู่ด้วยท่านได้ทำการปราศรัยที่ซีเรีย และท่านหญิงซัยนับ (อ.) น้องสาวของท่านอิมามฮุซัยน (อ.) ซึ่งเป็นหนึ่งในเชลยเช่นเดียวกัน ได้ทำการปราศรยท่ามกลางผู้คนที่เนีองแน่นในกูฟะฮและในห้องประชุมของอินุซิยาด (ขออัลลอฮทรงสาปแช่งเขา) ผู้ปกครองกูฟะฮขณะนั้น และท่านหญิงปราศรัยอีกครั้งต่อหน้ายะซีด (ขออัลลอฮทรงสาปแช่งเขา) ที่เมืองซีเรีย ท่านหญิงเป็นผู้กระชากม่านที่ปิดบังความจริงออก และประกาศให้โลกได้รู้ถึงพฤติกรรมอันชั่วร้าย ป่าเถื่อนและกดขี่ไร้มนุษญธรรมเยี่ยงสัตว์เดรัจฉานของพวกอุมัยยะฮ

อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์และขบวนการของท่านอิมามฮุซัยน (อ.) ที่ยืนหยัดต่อสู้กับการปกครองที่กดขี่ ที่มุ่งหวังทำร้ายอิสลามและอัล-กุรอานด้วยการหลั่งเลือดที่บริสุทธิ์ของท่าน, ของลูกหลาน, ครอบครัวและสาวกบางคน และด้วยกับการถูกจับเป็นเชลยของเหล่าสตรีและเด็ก ที่ถูกร้อยโซ่ตรวนเดินประจานทั่วเมืองจากกัรบะลาอจนถึงกูฟะฮและซีเรียมันได้กลายเป็นขบวนการที่ให้ความหวังและชีวิตที่ดีกับอิสลามเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ เหตุการณ์แห่งแผ่นดินกัรบะลาอนั้น มันเป็นสัจธรรมความจริงที่เฉพาะตัว ซึ่งถูกบันทึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์และบนจิตใจของผู้ศรัทธาทุกดวงที่ไม่มีวันที่จะลบเลือนไปได้ และไม่มีเหตุการณ์ใดในหน้าประวัติศาสตร์อีกแล้วที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าเหตุการณ์แห่งกัรบะลาอ ซึ่งมันได้กลายเป็นสัญญาณที่คอยกระตุ้นเตือนอยู่ตลอดเวลาว่า อิสลามนั้นถูกรักษาไว้ได้อย่างไร และเขาต้องปฏิบัติกับอิสลามอย่างไร วันนี้เราสามารถพูดได้ว่าอิสลามถูกปกป้องรักษาไว้ได้ด้วยกับเหตุการณ์แห่งกัรบะลาอ ถ้าเหตุการณ์นั้นไม่เกิดขึ้น วันนี้สังคมอิสลามก็จะปราศจากซึ่งอิสลามนามมุฮัมมัดมะดี แต่จะมีอิสลามนามอุมัยยะฮแทน ท่านอิมามฮุซัยน (อ.) จึงกล่าวว่า "ดีนของมุฮัมมัดจะไม่ดำรงต่อไปอีกนอกเสียจากการฆ่าฉัน โอ้คมดาบทั้งหลายจงกระหน่ำมายังฉันเถิด"

แนวทางของอิมามฮะซันกับฮุซัยนนั้นแตกต่างกันหรือ

ท่านอิมามฮะซันกับอิมามฮุซัยน (อ.) สองผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้รับแต่งตั้งโดยท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) มีผู้กล่าวว่าอิมามทั้งสองท่านมีรูปแบบในการบริหารที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยที่ท่านอิมามฮะซัน (อ.) มีทหารที่เป็นนักรบถึง 40,000 คน แต่กลับยอมทำสัญญาประนีประนอมกับมุอาวิยะฮ ขณะที่ท่านอิมามฮุซัยน (อ.) มีสาวกที่เป็นนักรบเพียง 40 คน (นอกเหนือจากคนในครอบครัวของท่าน)

แต่เมื่อพิจรณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนจะเห็นว่า ท่านอิมามฮะซัน (อ.) และอิมามฮุซัยน (อ.) ได้อยู่ร่วมสมัยกับมุอาวิยะฮคนละประมาณ 9 ปีเศษซึ่งท่านอิมามทั้งสองมิได้ประกาศต่อต้านมุอาวิยะฮอย่างเป็นทางการ นั่นเป็นเพราะมุอาวิะฮใช้เล่ห์เพทุบายทำการปกครองและหลอกลวงประชาชนมาตลอด



back 1 2 3 4 5 6 7 8 next