ชีวประวัติของอิมามผู้บริสุทธิ์โดยสังเขป



ท่านอิมามอะลี (อ.) เป็นคนกล้าหาญชาญชัย ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในหมู่อาหรับทั้งหลาย ความกล้าหาญของท่านยากที่จะหาผู้ทัดเทียมกับท่านได้ ขณะเดียวกัน ท่านอิมามก็เป็นผู้ที่มีจิตใจเมตตากรุณาและโอบอ้อมอารีแก่ผู้อื่นเสมอ ในสงครามนั้นท่านอิมามไม่เคยทำร้ายสตรี เด็ก และคนที่ไร้ความสามารถ ท่านไม่เคยจับบุคคลเหล่านี้มาเป็นเชลย และไม่เคยไล่ล่าผู้ที่วิ่งหนีสงคราม ท่านอิมามไม่เคยอาฆาตแค้นใครแม้แต่ผู้เป็นศัตรู ดังเหตุการณ์ในสงครามศิฟฟีน ขณะที่กองทัพของมุอาวิยะฮ์ได้ไปถึงแม่น้ำก่อนกองทัพของท่านอิมาม และได้สั่งให้ปิดทางน้ำนั้นเพื่อตัดกำลังกองทัพฝ่ายมุสลิม ซึ่งท่านอิมามไม่ได้หวั่นไหวต่อสิ่งเหล่านั้น ท่านได้ต่อสู้เยี่ยงสุภาพบุรุษนักรบที่แท้จริง จนได้รับชัยชนะในช่วงนั้นและสามารถยึดแม่น้ำมาครองครองได้ แต่ท่านกลับสั่งทหารว่าอย่าปิดทางน้ำนั้นเพื่อว่ากองทัพของศัตรูจะได้ใช้น้ำได้

ท่านอิมามอะลี (อ.) ขณะที่ดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮ์อยู่นั้น ท่านได้ทำหน้าที่ตรวจตราประชาชนด้วยการเดินเท้าไปตามตรอกซอกซอยและแม้แต่ในท้องตลาด ท่านจะสอนประชาชนเสมอว่าจงไว้วางใจซึ่งกันและกัน และระมัดระวัง ตัวเองจากความผิด ท่านอิมามมักให้ความช่วยเหลือแก่สตรีที่ไร้ความสามารถทั้งกำลังกายและทรัพย์สิน บรรดาเด็กกำพร้าทั้งหลายท่านจะนำมาเลี้ยงดูไว้ที่บ้าน และทำงานด้วยตัวของท่านเองเพื่อหารายได้เลี้ยงดูเด็กเหล่านั้นอีกทั้งให้การอบรมสั่งสอนของพวกเขา

ท่านอิมามอะลี (อ.) เป็นผู้ที่นิยมการศึกษาและยกย่องความรู้ ท่านจัดตั้งงบประมาณไว้เฉพาะเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเรื่องการศึกษา ท่านอิมามกล่าวเสมอว่า "ไม่มีความเจ็บปวดใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าความโง่เขลา" เช่นในครั้งหนึ่งขณะที่ท่านอิมามกำลังยุ่งอยู่กับการจัดทัพในสงครามญะมัลอยู่นั้น ได้มีอาหรับคนหนึ่งเข้ามาหาท่านเพื่อถามความหมายของ "เตาฮีด" ว่าหมายถึงอะไร บรรดาเหล่าทหารทั้งหลาย ต่างไม่พอใจและพูดว่า "เวลานี้เป็นเวลาที่จะมาถามเรื่องอย่างนี้หรือ" ท่านอิมามได้แยกทหารออกจากอาหรับคนนั้นและกล่าวกับพวกเขา "ก็เพราะเราต้องการให้ประชาชนเข้าใจความหมายและแก่นแท้ของสิ่งเหล่านี้จึงต้องมาทำสงคราม" หลังจากนั้นท่านได้อธิบายให้อาหรับคนนั้นด้วยมารยาทที่ดีงามจนเขาเข้าใจ

ในสงครามศิฟฟินก็เช่นเดียวกัน ขณะที่กองทัพทั้งสองกำลังประจัญบานกันอยู่นั้น ท่านได้พบทหารคนหนึ่งต้องการน้ำและมีทหารอีกคนยื่นถ้วยน้ำที่ทำด้วยไม้มาให้ ท่านได้เห็นคนหนึ่งต้องการน้ำและมีทหารอีกคนยื่นถ้วยน้ำที่ทำด้วยไม้มาให้ ท่านได้เห็นเช่นนั้นจึงกล่าวกับเขาว่า "การดื่มน้ำจากภาชนะเช่นนี่ในอิสลามถือว่าเป็นมักรูฮ์ (สิ่งที่หน้าเกียจ)" ทหารคนนั้นได้หันมาพูดกับท่านอิมามว่า "ในสภาพซึ่งต้องคอยหลบลูกธนูที่พุ่งเข้ามาหายังกับเม็ดฝนแล้วยังต้องก้มหลบคมดาบจนแทบจะเงยหัวไม่ได้อยู่แล้วจะไปสนใจสิ่งที่ท่านกล่าวได้อย่างไร" ท่านอิมามได้กล่าวตอบกับเขาว่า "ก็เพราะเราต้องการให้กฎเกณฑ์เหล่านี้ถูกนำมาปฏิบัติถึงต้องทำสงครามกฎเกณฑ์ก็คือกฎเกณฑ์ไม่มีคำว่าใหญ่หรือเล็ก และมันไม่แตกต่างกันไม่ว่ามันจะอยู่ที่ใดก็ตาม"

ท่านอิมามอะลี (อ.) เป็นคนแรกภายหลังจากการเป็นวะฟาตของท่าน ศาสดา (ศ็อลฯ) ที่ได้เริ่มต้นกล่าวถึงวิชาการประเภทตรรกและปรัชญา หมายถึงวิชาที่ว่าด้วยเหตุและผลในเชิงของปัญญา และท่านได้ประดิษฐ์คำศัพท์เทคนิคและนิยามใหม่ๆ ของความรู้ขึ้นมากมาย และเพื่อปกป้องอัล-กุรอาน ให้คงสภาพการอ่านที่ถูกต้องตลอดไป ท่านจึงได้วางกฎไวยกรณ์ภาษาอาหรับเอาไว้ และกำหนดให้เป็นหลักภาษาใช้กันเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ (ซึ่งรู้จักกันในนามของ "อิลมุนนะฮ์")

ท่านอิมามเป็นผู้ที่มีความละเอียดอ่อนในเรื่องความรู้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ด้านวิชาการอิสลาม จริยธรรม สังคม การเมือง และแม้แต่คณิตศาสตร์ ซึ่งสามารถดูได้จากสาสน์ต่างๆ คำปราศรัย ฯลฯ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทำให้เกิดความตะลึงงันในความลำเอียดอ่อนของคำพูด ความหมายและโวหารของมัน

แน่นอนไม่เป็นที่สงสัยอีกต่อไปเกี่ยวกับบุคลิภาพของท่านในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะภูมิปัญญาของท่านที่มีเหนือมนุษย์ทั่วๆไป ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า "ฉันคือนครแห่งความรู้ อะลีคือประตูสู่มัน" แต่น่าเสียใจและเสียดายยิ่งนักที่มวลมุสลิส่วนมากไม่ได้รับประโยชน์ในความรู้นั้น เพราะความอ่อนแอและเห็นแก่ได้ในประโยชน์เล็กๆน้อยๆ บนโลกนี้บางคน ฉะนั้นความยิ่งใหญ่ของท่านอิมามอะลี (อ.) ในฐานะที่เป็นอริยบุคคลนั้น ไม่อาจถ่ายทอดให้เห็นภาพลักษณ์ที่แท้จริงของท่านได้ด้วยคำพูด

ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ

ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) เป็นบุตรีสุดที่รักเพียงคนเดียวของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ท่านหญิง (อ.) เป็นผู้รู้จักพระผู้เป็นเจ้าอย่างดี มีอีมานที่สมบูรณ์มีความยำเกรง (ตักวา) ต่อพระผู้เป็นเจ้าสูง เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งการอิบาดะฮ์และมีจริยธรรมที่สง่างาม สิ่งเหล่านี้เองที่เป็นเหตุให้ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) รักและเอ็นดูท่านหญิงมากเป็นพิเศษ และเนื่องจากท่านหญิง (อ.) เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติที่สูงส่งในทุกๆด้าน จึงได้รับฉายานามว่า "หัวหน้าสตรีทั้งหลาย" ซึ่งฉายานามนี้ท่านหญิงได้รับจากบิดผู้ทรงเกียรติของท่าน ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวเกี่ยวกับท่านหญิง (อ.) เสมอว่า "ใครก็ตามที่ทำให้ฟาฏิมะฮ์มีความสุขเท่ากับทำให้ฉันมีความสุข และใครที่ทำให้ฉันมีความสุขเท่ากับทำให้อัลลอฮ์ (ซ.บ) มีความสุข" อีกรายงานหนึ่งกล่าวว่า "ความโกรธของฟาฏิมะฮ์คือความโกรธของฉัน ส่วนความโกรธของฉันคือความโกรธกริ้วของอัลลอฮ์ (ซ.บ.)"

ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) ได้ถือกำเนิดในปีที่ 6 ของการแต่งตั้งท่านศาดา (ศ็อลฯ) มารดาของท่านคือท่านหญิงคอดีญะฮ์ (อ.) และในปีฮิจเราะฮ์ที่ 2 ท่านหญิงได้สมรสกับท่านอิมามอะลี (อ.) มีบุตรกับท่านอิมามด้วยกันห้าคนคือ ท่านอิมามฮะซัน ท่านอิมามฮุซัยน์ ท่านหญิงซัยนับ ท่านหญิงอุมมุกุลษูม และท่านมุห์ซิน (ขอความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่พวกท่านทั้งหลาย) ซึ่งท่านมุห์ซินได้รับชะฮีดขณะอยู่ในครรภ์ จากน้ำมือของสาวกบางคนของท่านศาสดากับพรรคพวกของเขา ท่านหญิง (อ.) ได้เสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็วภายหลังจากการเป็นวะฟาตของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เพียง 3 เดือนเศษเท่านั้น ซึ่งสาเหตุของการเสียชีวิตเนื่องจากความระทมทุกข์จากการแท้งบุตรและสูญเสียบิดาสุดที่รักยิ่งของท่าน



back 1 2 3 4 5 6 7 8 next